"ขวัญ อุษามณี" โผล่กลางปมคดีแตงโม! ร่วม ปานเทพ-แม่แตงโม แจ้งความ "กระติก" ปมภาพ 20.32 น. อ้างเป็นแตงโมอยู่หัวเรือ แต่พบเป็นภาพ "ขวัญ" บนเรือคนละลำ แฉต่อภาพ 21.56 น. ถูกตัดต่อ-ถมดำ และภาพ 22.13 น. เวลาไม่ตรงไฟล์จริง จ่อขยายผล "พยานบิดเบือนลูกโซ่" เชื่อหากเจ้าหน้าที่บิดเบือนข้อมูล โอกาสรื้อคดีใหม่มีแน่
วันที่ 2 ก.ย. 2569 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วยนักแสดงสาว “ขวัญ” อุษามณี ไวทยานนท์ และนางภนิดา ศิระยุทธโยธิน คุณแม่ของ “แตงโม” นิดา พัชรวีระพงษ์ นักแสดงสาวผู้ล่วงลับที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุพลัดตกเรือสปีดโบ๊ตกลางแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ได้เดินทางมายัง สภ.เมืองนนทบุรี เพื่อนำพยานหลักฐานและแจ้งความดำเนินคดีกับนางสาวอิจศรินทร์ หรือ “กระติก” ในข้อหาอ้างหรือนำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเข้าสู่สำนวนคดี
นายปานเทพ เปิดเผยว่า ตนมาในนามตัวแทนนำคุณแม่ภนิดา ในฐานะผู้เสียหายจากการที่มีการนำภาพและเอกสารอันเป็นเท็จเข้าสู่สำนวนคดี นำมาสู่การแจ้งความดำเนินคดีกับคุณกระติก โดยชี้จุดสำคัญไปที่ภาพถ่ายใบหนึ่งในเวลา 20.32 น. ซึ่งมีการนำไปใช้ในชั้นตำรวจ และนำสืบประกอบคดีความในชั้นศาล
โดยเอกสารฉบับดังกล่าว ระบุว่า เป็นภาพของคุณกระติกและคุณแตงโมอยู่บริเวณหัวเรือ แต่จากการตรวจสอบพบว่าไม่เป็นความจริง โดยภาพนั้นถูกถ่ายโดยคุณอัฟฟาน ซึ่งเป็นน้องชายของคุณดาด้า แจ่มใส และต่อมาคุณดาด้าได้นำภาพนี้โพสต์ลงสู่ระบบคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรก แต่ในเวลาดังกล่าว เรือของคุณแตงโมและคุณกระติกยังเดินทางไปไม่ถึงริเวอร์เดล เนื่องจากเพิ่งออกจากร้านอาหารครัวตานิดได้ไม่นาน จึงยืนยันได้ชัดเจนว่าเป็นเรือคนละลำกัน
นายปานเทพ กล่าวต่อว่า ข้อสงสัยประการต่อมาคือ บุคคลที่ปรากฏอยู่ที่หัวเรือในภาพนั้น แท้จริงแล้วคือ “คุณขวัญ อุษามณี” ซึ่งวันนี้คุณขวัญได้เดินทางมายืนยันในฐานะพยานว่า “ตัวเองอยู่ในเรือและบริเวณหัวเรือลำดังกล่าวในเวลาดังกล่าวจริง” แต่กลับถูกแอบอ้างนำภาพไปใช้ในชั้นศาล
นอกจากนี้เรายังได้ตรวจสอบโดยคุณเอกราช นามโภคิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบเอกสารและภาพถ่าย พบความผิดปกติอีกหลายจุด ได้แก่ ภาพถ่ายเวลา 21.56 น. จากการตรวจสอบภาพ 4 ภาพในเครื่องของคุณกระติก พบว่าเป็นภาพที่ผ่านการตัดต่อ มีการถมดำ และเคยถูกลบออกจากเครื่อง ก่อนจะนำไฟล์ภาพที่ตัดต่อเป็นภาพคุณกระติกและคุณแตงโมใส่กลับเข้ามาในเครื่องภายหลัง / ภาพถ่ายเวลา 22.13 น. ในชั้นศาลมีการอ้างว่าเป็นภาพคุณกระติกเดี่ยว ขณะเดินทางกลับจากสะพานพระราม 8 โดยอ้างว่าคุณแตงโมเป็นคนถ่ายให้ แต่จากการตรวจสอบไฟล์ในเครื่องพบว่าภาพดังกล่าวถ่ายในเวลา 21.57 น. ไม่ใช่ 22.13 น. ซึ่งเป็นการทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าคุณแตงโมยังมีชีวิตและถ่ายภาพให้ในเวลาดังกล่าว ซึ่งเหตุการณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ขณะที่ “ขวัญ” อุษามณี ได้เปิดเผยความรู้สึกว่า ตนมาในฐานะพยานเพื่อพูดเรื่องข้อเท็จจริงและข้อมูลที่ถูกต้อง แม้สุดท้ายจะต้องขึ้นอยู่กับการรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ แต่ก็ถือเป็นเรื่องโชคดีที่คุณแตงโมมีคณะทำงานของคุณลุงสนธิ ลิ้มทองกุล และอาจารย์ปานเทพ เข้ามาช่วยเหลือ ตนหวังว่าข้อมูลในวันนี้จะช่วยให้พนักงานสอบสวน อัยการ ศาล และตำรวจ ทำงานได้เป็นระบบและชัดเจนยิ่งขึ้น
“ขวัญ” อุษามณี ยังกล่าวอีกว่า ในฐานะที่เป็นลูกตำรวจ ตนไม่ได้มาเพื่อโจมตีใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องการมาช่วยผดุงความยุติธรรม และยังเชื่อมั่นว่าตำรวจส่วนใหญ่เป็นตำรวจน้ำดีที่เสียสละทำเพื่อประชาชน พร้อมระบุว่าตนเพิ่งทราบเรื่องเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากอาจารย์ปานเทพโทรศัพท์ไปสอบถาม เพราะตลอดเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ตนติดตามข่าวและเอาใจช่วยคดีคุณแตงโมมาตลอด แต่ไม่เคยทราบมาก่อนว่าภาพของตนเองและเรือที่ตนเคยนั่ง จะถูกนำไปใช้บิดเบือนข้อเท็จจริงในสำนวนคดี เนื่องจากตนไม่ได้รู้จักกับคุณกระติกเป็นการส่วนตัว บุคคลที่รู้จักและสนิทมีเพียงคุณแตงโมคนเดียวเท่านั้น

นายปานเทพ ได้กล่าวเสริมถึงที่มาของการพบหลักฐานชิ้นนี้ว่า เหตุการณ์นี้จะไม่เปิดเผยออกมาเลย หากไม่มีการนำภาพเวลา 20.32 น. ไปใช้ในสำนวน และหากคุณแม่ภนิดาไม่เปลี่ยนคณะทำงานและทนายความ จนเปิดโอกาสให้ตนเข้าถึงเอกสารสำนวนคดีได้ ที่ผ่านมาคณะทำงานต้องมุ่งสมาธิไปที่การทำคดีส่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐก่อน เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้น จึงมาจัดการในส่วนของบุคคลธรรมดาอย่างคุณกระติก
นายปานเทพ อธิบายขั้นตอนการสืบค้นว่า คณะทำงานเริ่มจากการสืบทราบว่าใครเป็นคนถ่ายภาพ ใครเป็นคนโพสต์ภาพ และใครเป็นเจ้าของเรือ จนกระทั่งมีพลเมืองดี จดจำได้ว่าเคยเห็นภาพดังกล่าวใน Story Instagram ของคุณขวัญ อุษามณี จึงนำมาสู่การโทรศัพท์ไปสอบถาม ซึ่งคุณขวัญได้เปิดภาพในโทรศัพท์มือถือยืนยันว่า “เป็นภาพของตนเองที่ถ่ายไว้ในปีนั้นจริง” แม้จะเป็นการลงเรือในวันเดียวกันและเดินทางไปบริเวณสะพานพระราม 8 เหมือนกัน แต่เป็นเรือคนละลำ ไปกันคนละกลุ่ม และเดินทางคนละเวลาอย่างชัดเจน
การเดินทางมาแจ้งความและให้การของพยานในครั้งนี้ จึงถือเป็นการนำหลักฐานสำคัญเข้าสู่กระบวนการ เพื่อพิสูจน์ความจริงและดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำหลักฐานเท็จเข้าสู่สำนวนคดีต่อไป
นายปานเทพ เปิดเผยเพิ่มเติมถึงทิศทางคดีว่า การยื่นหลักฐานครั้งนี้เป็นเพียงก้าวแรกที่จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยสิ่งที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ยื่นเรื่องส่งต่อไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้ให้เห็นว่ามีเอกสารและข้อมูลอันเป็นเท็จในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่การแจ้งความในส่วนของภาคเอกชนวันนี้ จะกลายเป็น “พยานบิดเบือนลูกโซ่” ที่ลุกลามไปสู่อีกหลายกรณีอย่างแน่นอน
สำหรับการอุทธรณ์คดีหลัก นายปานเทพ ระบุว่า คณะทำงานได้ยื่นอุทธรณ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการกลัดกระดุมเม็ดแรกที่ตั้งข้อหาเพียงประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แต่ได้ร้องขอให้มีการไต่สวนความจริงใหม่ทั้งหมด เพราะพบความผิดปกติทั้งกระบวนการ โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าวันหนึ่งจะต้องมีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าหลักฐานหลายอย่างเป็นเท็จ ไม่ว่าจะเป็น ภาพตัดต่อ การแก้ไขเวลา การแก้ไข GPS เรือ หรือบาดแผลของแตงโมที่ไม่แต่งมาจากใบพัดเรือตามที่เคยอ้างไว้
โดยการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานสอบสวนชุดเดิม
นายปานเทพ ได้ตั้งข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมาว่า เรื่องนี้เจ้าหน้าที่รัฐมีทางเลือกอยู่เพียง 2 ทาง คือ 1.เจ้าหน้าที่ถูกบิดเบือนหลอกลวงจนหลงเชื่อ หรือ 2.เข้าร่วมในขบวนการบิดเบือนคดีความเสียเอง
พร้อมยังได้ส่งกำลังใจให้ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม หัวหน้าชุดสืบสวนคดีพิเศษ DSI ในขณะนั้น ที่เป็นผู้รับผิดชอบสำนวน โดยระบุว่าพี่ยักษ์เป็นตำรวจน้ำดีที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาจนส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. เมื่อพบว่าเข้าองค์ประกอบความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐครบทั้ง 4 ด้าน แต่กลับต้องมาถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยจากเรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่น การให้สัมภาษณ์สื่อ ซึ่งเป็นการเน้นย้ำความโปร่งใสและตรวจสอบได้ของกระบวนการทำงาน โดยไม่มีการเปิดเผยผลการสอบสวนล่วงหน้าแต่อย่างใด จึงคาดว่าอาจมีเรื่องอื่นแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง เนื่องจากเป็นคนไม่ยอมคน

ท้ายที่สุด "ขวัญ" อุษามณี ยังได้เปิดใจถึงเหตุผลที่เพิ่งออกมาเคลื่อนไหว หลังถูกตั้งคำถามถึงระยะเวลาที่ผ่านมาว่า ในคืนเกิดเหตุในแม่น้ำมีเรือสัญจรจำนวนมาก ไม่ได้มีเพียงแค่ 2 ลำ และเวลานั้นเรือของตนก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือถูกเชื่อมโยงกับคดี
“ขวัญเป็นเพียงประชาชนคนหนึ่ง และเป็นลูกตำรวจคนหนึ่งที่ต้องการรักษาความถูกต้อง ในตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าเรืออีกหนึ่งลำในภาพ คือเรือของเรา เพราะเป็นข้อมูลภายในสำนวนที่ประชาชนทั่วไปเข้าไม่ถึง จนกระทั่งอาจารย์ปานเทพได้โทรศัพท์มาแจ้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่าภาพถ่ายดังกล่าวถูกบรรจุอยู่ในสำนวนคดี เมื่อทราบว่าข้อมูลมีความคลาดเคลื่อนและตนสามารถให้ความกระจ่างได้ จึงตัดสินใจออกมาทำหน้าที่พลเมืองดี ส่วนช่วงก่อนหน้านี้หากไม่ใช่หน้าที่ของตน การเข้าไปก้าวล่วงก็อาจยิ่งสร้างความวุ่นวายให้แก่คดี” ขวัญ อุษามณี กล่าว
ทั้งนี้คณะทำงานเตรียมนำตัวแทนและพยานเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนอย่างเป็นทางการ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์และเข้าสู่กระบวนการคลี่คลายความจริงตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
อย่างไรก็ตามในวันนี้นายธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ประธานลอเฟม ยังเดินทางมาสังเกตการณ์การแถลงข่าวและการสอบปากคำด้วย














